8 สัญญาญเตือนอันตราย โรคแทรกซ้อนจาก โรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน

กดเพื่อสั่งซื้อ
โรคเบาหวานแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้

1. โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากตับอ่อนผลิตอินซูลินไม่ได้หรือได้น้อย ตั้งแต่เด็ก อาจเกิดจากกรรมพันธ์(วันนี้ยังไม่พูดถึงเพราะแก้ไขไม่ได้)
2. โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต และสภาพแวดล้อม ซึ่งมีทั้งตับอ่อนผลิตอินซูลินได้น้อย หรือ ภาวะดื่ออินซูลิน หรือเกิดทั้ง 2 แบบ
ซึ่งเบาหวานชนิดที่ 2 มีจำนวนมากและเพิ่มชึ้นมากเรื่อยๆทุกปี จากสถิติจากสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในภาคพื้นแปซิฟิก (Western Pacific) ในปี พศ.2560 มีผู้ป่วยเบาหวาน 4.4 ล้านคนมากเป็นอันดับ 4 รองจาก จีน อินเดีย ญี่ปุ่น

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคที่เิกดจากภาวะพร่องอินซูลิน หรือ ภาวะดื้ออินซูลิน หรืออาจเกิดจากทั้งสองภาวะร่วมกัน โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง ส่วนมากมักมีอาการแทรกซ้อนตามมาหลายอย่าง ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้เกิดความเจ็บป่วยเรื้อรังและอาจต้องใช้เวลารักษาเป็นเวลานาน เชื่อกันว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้จำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น น่าจะเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ โภชนาการที่เปลี่ยนไป มุ่งแต่ความสะดวกสบาย อาหารแปรรูปมากขึ้น ส่งผลให้ให้เกิดโรคตามมามากมาย และโรคอ้วนก็เป็นสาเหตุให้เกิดโรคเบาหวาน

   มีรายงานและงานวิจัยตรงกันหลายฉบับ พบว่าสาเหตุการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากไขมันที่สะสมมากจากไปเกาะอวัยวะ เช่น ไขมันเกาะตับ ไขมันเกาะเซลกล้ามเนื้อ ไข่มันหน้าท้อง (ซึ่งไขมันเกาะอวัยวะพวกนี้ ยากที่จะกำจัดออกได้ ด้วยวิธีปกติ) ไขมันพอกอวัยวะไม่ใช้มีแต่คนอ้วนเท่านั้น ยังรวมถึงคนผอมด้วย (ซึ้งการตรวจต้องใช้เครื่องมือพิเศษ อย่างเช่น การทำ MRI ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่แพง) ไขมันพอกอวัยวะเป็นต้นเหตุของการทำให้ตับอ่อน เบต้าเซล ผลิตอินซูลินได้น้อย และยังทำให้เซลกล้ามเนื้อเกิดจากดื้ออินซูลิน ซึ่งเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 

อาการโรคแทรกซ้อนที่เกิดจาก เบาหวาน

1. โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หลอดเลือดสมองแตก เมื่อคุณ..เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ไม่ว่าตับอ่อนผลิตอินซูลินไม่พอหรือเกิดการดื่ออินซูลิน เมื่อน้ำตาลอยู่ในกระแสเลือดมาก แต่ร่างการไม่สามารถน้ำตาลไปใช้ได้ ร่างกายก็จะเก็บสะสมในรูปของไขมัน ไตรกลีเซอไรด์ ทำให้ไขมันไตรกลีเซอไรด์เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับน้ำตาลในกระแสเลือดสูง ก็จะทำให้เกิดการอักเสบที่ผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดขบวนการ oxidative stress ซึ่งเป็นขบวนการเกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งส่งเสริมให้เกิดการอักเสบที่เรื้อรังและเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผนังหลอดเลือดโดยเกล็ดเลือดมาเกาะติดและเกาะกลุ่ม มีการกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวมาสู่บรืเวณหลอดเลือดที่มีการเปลี่ยนแปลง และเม็ดเลือดขาวมีการหลั่งสาร cytokine ทำให้เกิดการกระตุ้นกล้ามเนือเรียบ ให้มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมาก นอกจากนี้การเกิด oxidative stress ทำให้เกิด oxidized LDL จึงเกิดการสะสมเป็น form cell เพิ่มขึ้น จึงทำให้เกิดหลอดเลือดแข็งตัว ตัน เปราะแตกง่าย ซึ่งจะนำพาไปสูงโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งเส้นเลือดสมองแตก

2. เบาหวานขึ้นตา เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นเมื่อปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังและเริ่มอุดตันหรือทำลายเส้นเลือดภานในจอตาซึ้งมีเซลล์ที่ไวต่อแสง(เซลล์รับแสง) จำเป็นสำหรับการมองเห็น ในคนที่เป็นเบาหวานมานาน โรคเบาหวานสามารถทำลายหลอดเลือดในจอประสาทตาทำให้เลือดเกิดการรั่วไหลเข้าสู่ด้านหลังของตา ในระยะแรกจะทำให้เกิดอาการบวมและก่อตัวเป็นก้อน ระยะต่อไปการรั่วไหลของหลอดเลือดจะไหลเข้าสู่ตา สามารถทำให้เกิดการมองเห็นอย่างรุนแรงและในที่สุดก็นำไปสู่ตาบอดได้

3. ปลายประสาทอักเสบ สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ปลายประสาทจะถูกทำลาย เป็นเหตุให้เกิดสูญเสียความรู้สึกที่เท้าหรือนิ้วเท้า ซึ่งเป็นเหตุให้เราไม่รู้สึกถึงร้อนความเย็นและความเจ็บปวดที่เท้าหรือนิ้วเท้าซึ่งด้วยการสูญเสียความรู้สึกที่เท้า ในขณะที่คุณใส่รองเท้าอาจมี ตะปูหรือหินหรือเศษอะไรก็ตามรวมถึงเล็บคบ ทำให้คุณเป็นแผล คุณจะไม่รู้สึกเจ็บ จนแผลคุณติดเชื้อในที่สุดและแผลก็ไม่หายเนื่อจากผู้เป็นเบาหวานระบบภูมิคุ้มกันเสียหายไปด้วย เป็นเหตุให้ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานถูกตัดเท้าหรือนิ้วเท้าทิ้ง เป็นเรื่องที่อันตรายมาก ควรตรวจเท้าตัวเองและทำความสะอาดทุกวัน ไม่ควรเดินเท้าเปล่า สวมร้องเท้าที่เหมาะสมไม่คับหรือหลวมเกินไป จึงควรป้องกันไม่ให้เป็นโรคเบาหวาน

4.  โรคไตเรื้อรัง ผู่ที่เป็นโรคเบาหวานประเภท 2 จะมีน้ำตาลสูงในเส้นเลือด น้ำตาลจะถูกขับกรองด้วยไตก่อนจะถ่ายออกทางปัสสาวะ การที่น้ำตาลสูงทำให้ไตต้องทำงานหนักเพื่อที่จะกรองน้ำตาลออกทางปัสสาวะ จึงทำให้ไตเสื่อมหรือตัน เกิดผลเสียหายในระยะยาว จึงควรควบคุมไม่ให้น้ำตาลสูงตลอดเวลา
5. หย่อนสมรรถภาพทางเพศ สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ก็ทำให้ปลายประสาทอักเสบ ก็จะทำให้เกิดการรับรู้ เช่นเดียวกัน เลือดไม่สามารถส่งไปเลื้ยงได้เพียงพอ
6. มือ เท้าชา ก็เช่นเดียวกัน เลือดไม่สามารถส่งไปที่เส้นเลือดฝอยที่ปลายนิ้วได้สะดวก ส่งผลให้มือ นิ้ว ชา
7. ความดันโลหิตสูง เมื่อน้ำตาลที่สูงไม่สามารถถูกนำไปเป็นพลังงานได้ ระบบเผาผลาญทำได้น้อย น้ำตาลก็จะถูกนำไปเก็บเป็นไขมันสะสม นานเข้าเส้นเลือดก็จะมีไขมันสะสมมากขึ้น เป็นเหตุให้หัวใจต้องทำงานหนักเพื่อที่จะปั้มเลือดไปเลียงส่วนต่างๆของร่างกาย

   สรุป การควบคุมและป้องกันไม่ให้เป็นเบาหวานเป็นวิธีที่ดีที่สุดและมีค่าใช้จ่ายถูกสุด แต่ก็ไม่ต้องกังวลสำหรับคนที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานแล้วก็ไม่ต้องตกใจ ยังมีทางเลือกที่สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขต่อไปได้โดยไม่มีโรคแทรกซ้อน สามารถดูวิธีปฎิบัติในกรณีที่คุณเป็นโรคเบาหวาน

วิธีดูแลเบาหวานน้ำตาลสูงด้วย โมดิ Modiเบาหวาน